ข้อมูลทั่วไป
      แผนที่ตำบลดงเสือเหลือง
      แผนที่ตำบลดงเสือเหลือง
      ข้อมูลประชากร
      ประวัติ อบต.
      สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน
      วิสัยทัศน์
      คณะผู้บริหารและสมาชิก
      คณะผู้บริหาร
      สมาชิก อบต. ม.1 - ม.7
      สมาชิก อบต. ม.8 -15
      สำนักปลัด
      ส่วนการคลัง
      ส่วนโยธา
      ส่วนการศึกษา
      ส่วนสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
      กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน
      การดำเนินงานของอบต.
      ประกาศ เรื่องการปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ
      oscc ศูนย์ช่วยเหลือสังคม
      แผนปฏิบัติการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๗
      สมัยวิสามัญที่2ครั้งที่1
      งบแสดงฐานะการเงิน 2555
      แผนยาเสพติด
      ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลดงเสือเหลือง
      ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
      แผนยุทธศาสตร์
      แผนพัฒนาตำบล
      แผนการดำเนินงาน
      แผนอัตรากำลัง
      ข้อบัญญัติ
      การเงินการคลัง
      รายรับ-รายจ่ายประจำปี
      ข้อมูลสำหรับประชาชน
      แบบฟอร์มเอกสารต่าง ๆ
      เศรษฐกิจพอเพียง
      ของนายก อบต.
      ของปลัด อบต.
      ของสำนักงานปลัด อบต.
      ของส่วนการคลัง
      ของส่วนโยธา
      ของส่วนการศึกษา
      กฏและระเบียบต่างๆ
      ระเบียบ
      พ.ร.บ.
      กฏกระทรวง
      ประกาศ ก.อบต.
      สถานที่สำคัญของตำบล
      กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ
      สถานที่สำคัญ
      สินค้าประจำตำบล
    ร้องเรียน-ร้องทุกข์
     เจ้าหน้าที่ดูแลเว็บไซด์
 

[ คำกล่าวที่ว่า “ควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน” ] 

คำกล่าวที่ว่า “ควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน” เพื่อเตือนสติว่าการรับประทานไม่ว่ามื้อไหนควรแค่แต่พอดี “อิ่มหนึ่ง” ก็พอ ยิ่งถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องระมัดระวัง

      เพราะนอกจากคำนึงแค่เรื่องอิ่มแล้ว ยังต้องเลือกด้วยว่าอะไรควร หรือไม่ควรรับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

การส่งเสริมโภชนาการในกลุ่มผู้ป่วย
    สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 ด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อธิบายการกำหนดอาหารให้ผู้ป่วยว่า เป็นการส่งเสริมโภชนาการในภาวะการเจ็บป่วย เป็นการช่วยบำบัดโรค แต่ถ้าได้อธิบายสื่อสารเพิ่มเติมไปด้วย นอกจากจะทำให้บำบัดโรคอย่างได้ผลดีแล้ว ยังเท่ากับเป็นการเริ่มต้นสร้างนิสัย หรือพฤติกรรมการบริโภคที่ดีให้กับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการมีพฤติกรรมการบริโภคหลังกลับบ้าน หรือเมื่อหายป่วยเป็นปกติอันเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำซ้อ น และที่สำคัญผู้ป่วยอาจนำเอาความรู้ที่ได้รับไปบอกเล่าต่อให้กับ คนใกล้เคียง (Change Agents)

    ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงการรับประทานอาหารของผู้ป่วยว่า คนที่ไม่สบายต้องมีความระมัดระวังในเรื่องอาหารมากกว่าคนปกติอย ู่แล้ว ต้องมีแบบแผนในการรับประทาน ทั้งในแง่ของปริมาณ ในส่วนของการป่วยเป็นโรคอะไรที่ต้องลด หรือเพิ่มสารอาหารชนิดไหนมากขึ้นเป็นพิเศษ ต้องลงรายละเอียดเป็นโรคๆ แต่อย่างไรก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่

    ดร.วัทนีย์ ยังบอกอีกว่า หากผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมแบบเดิมอยู่ก็จะส่งผลทำให้อาการเจ็บป่ว ยไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการรับประทาน เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แต่ถ้าผู้ป่วยเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับโรค ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และไม่ต้องเพิ่มปริมาณยาในการรักษา

     “อาหารมีส่วนจำเป็นต่อร่างกาย การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายจากพฤติกรรมการรับป ระทานไม่ถูกต้อง ยาที่ไปช่วยเราก็ต้องสู้กันกับโรคต่อไป ก็มีพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ดีก็เพิ่มยาไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะหายก็ช้าหรือน้อย เพิ่มขนาดยาไปเรื่อยๆ ก็มีผลข้างเคียง สุขภาพก็แย่”

      ทั้งนี้ ดร.วันทนีย์ ได้แนะนำการบริโภคอาหารของผู้ป่วย 3 โรคด้วยกัน คือ โรคกระเพาะอาหาร โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

   อาหารรสจัดไม่ถูกโฉลกผู้ป่วยโรคกระเพาะ

     โรคกระเพาะ มีสาเหตุหลักมาจากกรด และน้ำย่อยอาหารที่หลั่งออกมาแล้วไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และความบกพร่องของเยื่อบุกระเพาะที่ไม่สามารถต้านทานกรดได้ดี ส่วนสาเหตุรองลงมา หรือปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะหนักขึ้น คือ ภาวะความเครียด วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ อารมณ์หงุดหงิด

     ปัจจัยส่งเสริมอีกประการหนึ่งคือ อุปนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี เช่น การรับประทานอย่างรีบเร่ง รับประทานไม่เป็นเวลา อดอาหารบางมื้อ และการรับประทานสารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ เช่น ดื่มน้ำชากาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีนมาก การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เบียร์ เป็นประจำ ยาบางชนิดก็ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ เช่น ยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุด หรือยาลูกกลอนที่มีสเตียรอยด์ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้

     ข้อปฏิบัติแรกสุดที่คนเป็นโรคกระเพาะและเราทุกคนควรทำคือ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อถึงเวลาควรหาอาหารรับประทานทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร แทนที่จะไปกัดทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ และในขณะรับประทานอาหารควรดื่มน้ำบ้าง เพื่อช่วยให้การบดเคี้ยวอาหารดีขึ้น และควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้อ ให้ได้วันละ 8 -10 แก้ว

     ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อไม่ควรมาก เพื่อให้การทำงานของกระเพาะและลำไส้ ในการย่อยแต่ละครั้งไม่ทำงานหนักจนเกินไป คนเป็นโรคกระเพาะจึงอาจแบ่งเป็น 3 มื้อ และมีอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนาน การรับประทานแต่ละครั้งก็ให้แต่พออิ่ม เมื่อหิวจึงรับประทานใหม่ แต่ไม่ควรรับประทานจุบจิบหรือถี่จนเกินไป นอกจากนี้หลังรับประทานอาหารแต่ละครั้ง ควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีที่สุด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

    อาหารที่รับประทานควรครบหมวดหมู่ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงจำพวกอาหารทอด อาหารผัดที่ใช้น้ำมันมาก สำหรับเนื้อสัตว์ควรปรุงให้สุก เพราะเนื้อสัตว์ที่ดิบๆ สุกๆ จะย่อยได้ยาก เนื้อสัตว์จำพวก ปลา กุ้ง ไก่ จะย่อยได้ง่ายกว่า ระหว่างที่เป็นโรคกระเพาะจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสเต๊กชิ้ นใหญ่ๆ

    คนเป็นโรคกระเพาะควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นน้ำย่อย ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีน อาหารที่แข็งหรือมีกากมาก ตลอดจนอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้น

    สำหรับผู้ที่นิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดหรือลดปริมาณการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ลง และไม่ควรดื่มก่อนอาหารหรือขณะที่ท้องว่างอย่างเด็ดขาด เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุทา งเดินอาหาร คนเป็นโรคกระเพาะที่สูบบุหรี่ควรพยายามลดหรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าลง และมีโอกาสเกิดเป็นแผลซ้ำใหม่ได้ง่ายกว่าคนไม่สูบบุหรี่

   รับประทานแนว DASH ลดความดันเลือดได้

    คนที่มีความดันเลือดสูง มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ลดอาหารเค็ม คำว่า “เค็ม” ไม่ได้หมายถึงเกลือทะเล หรือเกลือสินเธาว์สีขาวๆ เท่านั้น แต่หมายถึง “โซเดียม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเกลือแกงที่ให้ รสเค็ม และโซเดียมที่ว่านี้ นอกจากอยู่คู่กับเกลือรสเค็มแล้ว ยังอยู่ในรูปของเครื่องปรุงอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส ผงฟูที่ใช้ทำขนมปังหรือขนมเค้กต่างๆ

     การรับประทานโซเดียมมาก จะไปทำให้ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเลือดเพิ่มขึ้นก็ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงตึงมากขึ้น จึงทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นนั่นเอง การรับประทานโซเดียมลดลงจึงมีส่วนในการรักษาความดันเลือดได้

    โดยทั่วไปคนเราต้องการโซเดียมประมาณวันละ 2,400 มก./วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณโซเดียมในเกลือแกง 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเกลือไม่ได้เป็นแหล่งของโซเดียมเพียงแหล่งเดี ยว เครื่องปรุงรสทุกชนิดก็มีโซเดียมอยู่ด้วย โดยเฉพาะน้ำปลา/ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-500 มก. ดังนั้นเราควรระวังการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร

     อาหารทั่วๆ ไปก็มีเกลือโซเดียมปะปนอยู่ด้วย เช่น อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูปต่างๆ อาหารสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่-โจ๊ก รวมทั้งขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีส่วนประกอบของผงฟู หรือเบกกิงโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เช่น ขนมปัง ขนมอบ คุกกี้ อาหารที่ใส่ผงชูรส (โซเดียมโมโนกลูตาเมต) ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจสารอาหารในอาหาร และใส่ใจการปรุงแต่งรสอาหารให้พอเหมาะด้วย

     ส่วนการรับประทานแนว DASH ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension มีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานแนว DASH คือ อาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ต่ำ เน้นการรับประทานธัญพืช ผัก และผลไม้ หลีกเลี่ยงเนื้อแดง (หมูและวัว) รับประทานปลาแทน และลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะช่วยลดความดันเลือดได้

    การศึกษายังพบว่าการรับประทานแนว DASH ร่วมกับลดการรับประทานเกลือโซเดียม จะทำให้ลดความดันเลือดได้มากขึ้น จากหลักการนี้เราจึงควรรับประทานธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งา) ผักสดและผลไม้สดมากขึ้น รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ลดอาหารหวาน อาหารมัน และรับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำจะช่วยควบคุมความดันเลือดได้ด ีขึ้น

   รับประทานอย่างพอดีเมื่อเป็นโรคเบาหวาน

      เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “เบาหวาน” หลายคนคิดว่า ชีวิตนี้คงแย่แล้ว จะหาความสุขไม่ได้ ต้องยุ่งยาก ไม่สามารถรับประทานของอร่อยได้ ที่จริงแล้วคนเป็นเบาหวานยังคงมีความสุขได้เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป ถ้ามีความเข้าใจในเรื่องโรค รู้จักเลือก และมีวินัยในการดูแลตนเอง

     การเป็นเบาหวาน คือ การบกพร่องของการควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกาย ดังนั้นการควบคุมจากภายนอกโดยการรับประทานให้พอดีกับความต้องกา รของร่างกาย หากมากไปจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันถ้าน้อยอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็ นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเป็นเบาหวานที่มีการฉีดอินซูลิน

     ในหมวดข้าวแป้ง ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย ควรเลือกรับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่าข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่า ระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ที่สำคัญต้องระวังปริมาณที่รับประทานอย่าให้มากไป โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ 2-3 ทัพพี ยกเว้นในคนที่ทำงานหนักต้องใช้แรงมาก หรือเล่นกีฬาอาจต้องการมากขึ้น

      เน้นการรับประทานผักให้มากขึ้น ผักส่วนใหญ่มีใยอาหารสูง จึงช่วยให้กระบวนการย่อยและการดูดซึมเกิดขึ้นช้าๆ ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้อิ่มท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง จึงช่วยในการลดน้ำหนัก ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น โดยปกติควรรับประทานผักต่างๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-6 ทัพพี ถ้าเป็นผักสด ลวก หรือต้ม จะดีกว่าการนำผักไปผัดหรือทอด เพราะอาจทำให้ได้ไขมันมากเกินไป ส่วนผลไม้รับประทานได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังอาหาร หรือระหว่างมื้อ แต่หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด และต้องไม่มากเกินไป

      อาหารจำพวกเนื้อสัตว์คนเป็นเบาหวานต้องการไม่แตกต่างไปจากคนปกต ิ คือ วันละประมาณ 6 ถึง 9 ช้อนโต๊ะ ยกเว้นคนที่มีปัญหาเรื่องไตร่วมด้วยควรลดปริมาณลง เนื้อสัตว์ควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย สำหรับนมถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการย่อย ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนย หรือไม่มีไขมันวันละ 1 แก้ว หลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสหรือนมเปรี้ยวทุกชนิด เพราะมีการเติมน้ำตาลเพิ่มมากกว่าที่มีอยู่ในนมตามธรรมชาติ

    คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ และระวังไม่ใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร การลดอาหารไขมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น จึงควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังควรลดอาหารเค็มเพื่อป้องกันความดันโลหิตสูงและไตเส ื่อม และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยไม่จำเป ็น ถ้าอยากรับประทานขนมหวานควรลดข้าวในมื้อนั้นลง และรับประทานผักให้มาก หรืออาจใช้น้ำตาลเทียมแทนก็ได้

    ปริมาณอาหารมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาล และไขมันอย่างมาก ฉะนั้นควรรับประทานแต่พออิ่ม และหมั่นชั่งน้ำหนักตัวเป็นระยะ ระวังไม่ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแสดงว่ารับประทานมากเกิน หรือรับประทานไม่ถูกสัดส่วน ควรลดปริมาณอาหารลงอีก การที่น้ำหนักค่อยๆ ลดลง และเรารู้สึกสบายดีก็ถือว่าปริมาณอาหารนั้นเหมาะสม ถ้าไม่แน่ใจว่ารับประทานได้ถูกต้อง คนเป็นเบาหวานอาจปรึกษานักกำหนดอาหาร หรือนักโภชนาการ เพื่อเรียนรู้ชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสม

    การรับประทานเป็นเวลาเป็นเรื่องสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ คนเป็นเบาหวานจึงควรรับประทานวันละ 3 มื้อ (ยกเว้นผู้เป็นเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน อาจต้องรับประทานอาหารว่างตอนบ่าย หรือก่อนนอนด้วย) หลีกเลี่ยงการรับประทานจุบจิบ หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง งดเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

    จะเห็นได้ว่าการรู้จักรับประทานเพื่อป้องกัน หรือรักษาโรคนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่มีอุปนิสัยการรับประทานที่ดี ใส่ใจในสุขภาพของตนเองอย่าตามใจปากมากนัก เพียงแค่นี้การควบคุมอาหารก็ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

 

 

ทำรายการเมื่อ: 30-มีค.-09at 06:14

....................................................................................................................................................................................................................

 [ 30/3/2552 6:15:31 ] แนวทางปฏิบัติการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 [ 30/3/2552 6:14:52 ] กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเดินหน้าสร้างมาตรฐานการปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 [ 30/3/2552 6:14:23 ] คำกล่าวที่ว่า “ควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน”
 
 

 

 องค์การบริหารส่วนตำบลดงเสือเหลือง
ต.ดงเสือเหลือง 
อ.โพธิ์ประทับช้าง  จ.พิจิตร 66190
โทรศัพท์ 056-619704 -5
e-mail :  dongsue@dongsue.go.th